๔.๒๒.๒๕๕๑

ลำดับราชวงศ์ไทย



ลำดับที่ 1 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ลำดับที่ 2 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

ลำดับที่ 3 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณฯ สยามมกุฎราชกุมาร

ลำดับที่ 4 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรฯ สยามบรมราชกุมารี

ลำดับที่ 5 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

ลำดับที่ 6 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตน์ราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี
ลำดับที่ 7 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

พระนามเดิมว่า "หม่อมเจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา" เป็นพระธิดาในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระบรมราชชนก) กับหม่อมสังวาลย์ มหิดล (สมเด็จพระบรมราชชนนี) ในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา" ในสมัยรัชกาลที่ 8 เป็นที่ "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้า" และได้กราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์ เพื่อทำการสมรสกับพันเอกอร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ จนกระทั่งในรัชกาลปัจจุบันจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานคืนฐานันดรศักดิ์
ลำดับที่ 8 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

พระนามเดิมว่า "สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ" เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับ กับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ต่อมาได้กราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์เพื่อทำการสมรส
ลำดับที่ 9 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
สกุลเดิม "อัครพงศ์ปรีชา" อภิเสกสมรสกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2544 ต่อมาเมื่อมีพระประสูติกาลพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2548
ลำดับที่ 10 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ

พระนามเดิมว่า "หม่อมหลวงโสมสวลี กิติยากร" เป็นธิดาของหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร กับท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี ยุคล อภิเษกสมรสกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และได้รับสถาปนาให้ดำรงฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2520 ต่อมาในวันที่ 12 สิงหาคม 2534 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามเป็น "พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ"
ลำดับที่ 11 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา

ทรงเป็นพระธิดาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดามาตุ มีศักดิ์เป็นพระเจ้าหลานเธอพระองค์ใหญ่ในรัชกาลปัจจุบัน
ลำดับที่ 12 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์

ทรงมีพระนามเดิมว่า "หม่อมเจ้าสิริวัณวรี มหิดล" เป็นพระธิดาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กับนางสุจาริณี วิวัชรวงศ์
ลำดับที่ 13 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ

ทรงเป็นพระโอรสในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา
ลำดับที่ 14 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์

ทรงเป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กับนาวาอากาศเอกวีรยุทธ ดิษยศรินทร์
ลำดับที่ 15 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ

ทรงเป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กับนาวาอากาศเอกวีรยุทธ ดิษยศรินทร์ ปัจจุบันประทับอยู่กับพระบิดาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
ลำดับที่ 16 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิมลฉัตร

ทรงเป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประภาวสิทธินฤมล มีศักดิ์เป็นพระหลานเธอในรัชกาลที่ 5
ลำดับที่ 17 หม่อมเจ้าหลานเธอในรัชกาลปัจจุบัน

ราชสกุล "มหิดล" พระโอรสธิดาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
หม่อมเจ้าจุฑาวัชร (มหิดล) วิวัชรวงศ์
หม่อมวัชเรศร (มหิดล) วิวัชรวงศ์
หม่อมเจ้าจักรีวัชร (มหิดล) วิวัชรวงศ์
หม่อมเจ้าวัชรวีร์ (มหิดล) วิวัชรวงศ์
ลำดับที่ 18 หม่อมเจ้าหลานเธอในรัชกาลที่ 4** (ทรงพระดำเนินตามศักดิ์ของพระบิดา และเรียงตามพระชันษา)
ราชสกุล "จิตรพงศ์" พระโอรสธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 4 เจ้าฟ้าฯกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์
หม่อมเจ้าหญิงกรณิกา จิตรพงศ์ ราชสกุล "ชยางกูร" พระโอรสธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 4 กรมหมื่นพงศาดิศรมหิป
หม่อมเจ้าวราชัย ชยางกูร (2470 - ปัจจุบัน)
*** หม่อมเจ้าเวียงวัฒนา ชยางกูร (2467 - ปัจจุบัน) ***
หม่อมเจ้าอุทัยเที่ยง ชยางกูร (2473 - ปัจจุบัน) ***
หม่อมเจ้าจรูญฤทธิเดช ชยางกูร (2475 - ปัจจุบัน) ***ราชสกุล "ดิศกุล" พระโอรสธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 4 กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
หม่อมเจ้าหญิงกฤษณาพักตรพิมล ดิศกุล
ลำดับที่ 19 หม่อมเจ้าหลานเธอในรัชกาลที่ 5** (ทรงพระดำเนินตามศักดิ์ของพระบิดา และเรียงตามพระชันษา)
ราชสกุล "กิติยากร" พระโอรสธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 5 กรมพระจันทรบุรีนฤนาท
หม่อมเจ้าวินิตา กิติยากร
หม่อมเจ้าสุวนิต กิติยากร
หม่อมเจ้ากิตติปียา กิติยากรราชสกุล "ระพีพัฒน์" พระโอรสธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 5 กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์
หม่อมเจ้าวิพันธุ์ไพโรจน์ ระพีพัฒน์
หม่อมเจ้าดวงทิพโชติแจ้งหล้า ระพีพัฒน์
หม่อมเจ้าทิตยาทรงกลด ระพีพัฒน์ ราชสกุล "ฉัตรชัย" พระโอรสธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 5 กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน
หม่อมเจ้าภัทรลดา (ฉัตรชัย) ดิศกุล
หม่อมเจ้าสุรฉัตร ฉัตรชัย
หม่อมเจ้าชายทิพยฉัตร ฉัตรชัย ราชสกุล "วุฒิชัย" พระโอรสธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 5 กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร
หม่อมเจ้าหญิงวุฒิสวาท วุฒิชัย
หม่อมเจ้าหญิงวุฒิเฉลิม วุฒิชัย
หม่อมเจ้าหญิงวุฒิวิฑูร วุฒิชัย
ลำดับที่ 20 หม่อมเจ้าซึ่งเป็นพระนัดดาในกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ราชสกุล "รัชนี" พระโอรสธิดาในพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์
หม่อมเจ้าหญิงศะศิธรพัฒนวดี รัชนี
หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี
ลำดับที่ 21 หม่อมเจ้าซึ่งเป็นพระราชปนัดดาในรัชกาลที่ 5** (ทรงพระดำเนินตามศักดิ์ของพระบิดา และเรียงตามพระชันษา)
ราชสกุล "บริพัตร" พระโอรสธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิ์พินิต
หม่อมเจ้าหญิงสุขุมาลมารศรี บริพัตร ราชสกุล "ยุคล" พระโอรสธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล
หม่อมเจ้าชายภูริพันธ์ ยุคล
หม่อมเจ้าชายนวพรรษ์ ยุคล
หม่อมเจ้าหญิงภาณุมา ยุคล
พระโอรสธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลทิฆัมพร
หม่อมเจ้าชายมงคลเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าชายเฉลิมสุข ยุคล
หม่อมเจ้าชายฑิฆัมพร ยุคล
พระโอรสธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ
หม่อมเจ้าชายจุลเจิม ยุคล
หม่อมเจ้าชายชาตรีเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าหญิงปัทมนรังษี ยุคล
หม่อมเจ้าหญิงมาลิณีมงคล ยุคล
คุณพลอยไพลิน เจนเซ่น****

พระธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ กับนายปีเตอร์ เจนเซ่น มีศักดิ์เป็นหลานเธอในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
คุณสิริกิติยา เจนเซ่น****

พระธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ กับนายปีเตอร์ เจนเซ่น มีศักดิ์เป็นหลานเธอในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร

นามเดิมว่า "หม่อมเจ้าหญิงพันธุ์สวลี กิติยากร" พระธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล กราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์เพื่อสมรสกับหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2499 เป็นพระมารดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ
ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม

พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กับพันเอกอร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ มีศักดิ์เป็นพระราชภาคิไนยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นายสินธู ศรสงคราม

สามีท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานสมรส เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2516
ร้อยโทจิทัส ศรสงคราม

บุตรชายของท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม กับนายสินธู ศรสงคราม มีศักดิ์เป็นพระราชปนัดดาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

หมายเหตุ * ลำดับที่ 1 - 16 เรียงพระนามตามสำนักราชเลขาธิการ ** กำลังอยู่ในระหว่างการรวบรวมพระนาม และระบุเฉพาะเจ้านายที่ยังดำรงฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ *** กำลังตรวจสอบว่ายังทรงมีพระชนม์อยู่หรือไม่ **** 2 ท่านนี้แม้จะเป็นสามัญชน แต่มีศักดิ์เป็นหลานเธอในรัชกาลปัจจุบัน บางครั้งจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ อยู่หน้าหม่อมเจ้าในราชสกุลอื่นๆ

๔.๑๔.๒๕๕๑

ล้างพิษด้วยด้วยถั่วดำ




หากใครต้องการโปรตีนจากพืชแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ "ถั่ว" ถือว่าเป็นพืชที่ให้โปรตีนได้มากที่สุด และถั่วเหลืองก็ถือเป็นถั่วที่ให้โปรตีนได้ใกล้เคียงเนื้อสัตว์มากที่สุด แต่วันนี้ "108 เคล็ดกิน" จะมาเเนะนำถั่วอีกชนิดหนึ่งที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีและมีประโยชน์มากอย่าง "ถั่วดำ" มาฝากกัน
แม้คำว่าถั่วดำมักถูกใช้ไปในความหมายไม่ค่อยจะดีอยู่บ่อยๆ แต่ประโยชน์ของถั่วดำนั้นกลับดีมากและน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะมีโปรตีนสูง มีคาร์โบไฮเดรตสูง แต่มีไขมันต่ำ แถมยังอุดมไปด้วยกากใยหรือไฟเบอร์แล้ว ก็ยังมีงานวิจัยพบว่า ผู้ที่บริโภคถั่วดำในปริมาณมากกว่า จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที่บริโภคถั่วดำน้อยกว่า หรือไม่บริโภคเลย
อีกทั้งถั่วดำนั้นยังเป็นตัวล้างพิษในร่างกายได้ดีไม่แพ้ผลไม้อีกด้วย โดยในถั่วดำนั้น จะมีสารฟลาโวนอยด์ หรือสารล้างพิษกรัมต่อกรัมสูงที่สุด รองลงมาเป็นถั่วสีแดง น้ำตาล เหลืองและขาวตามลำดับ เพราะในถั่วดำนั้นมีสารสำคัญอย่างแอนโทไซยานินส์ ซึ่งนับเป็นตัวล้างพิษชั้นดี โดยเมื่อเทียบกับการกินถั่วดำในปริมาณเท่ากันกับการกินส้มแล้ว ถั่วดำจะมีปริมาณสารล้างพิษมากกว่าในส้มถึง 10 เท่า เลยทีเดียว คือเทียบได้กับองุ่นและแอปเปิล แต่การทำให้ถั่วดำสุกนั้นก็จะสูญเสียตัวล้างพิษไปบ้าง แต่ก็ยังสามารถล้างพิษให้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๓.๒๐.๒๕๕๑


เอเอฟพี - ฮ่องกง . มาเก๊า และกว่างตง(กวางตุ้ง)ซึ่งล้วนเป็นเขตเศรษฐกิจอันรุ่งเรืองของจีน ได้ตกลงทำสัญญาร่วมสร้างสะพานเชื่อมเส้นทางเศรษฐกิจสู่แผ่นดินใหญ่
เดอะ เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานว่า โปรเจคยักษ์ใหญ่ดังกล่าว ต้องใช้งบประมาณจะใช้เวลาทั้งสิ้น 5 ปีด้วยกัน ซึ่งรัฐบาลฮ่องกงจะรับผิดชอบในส่วนของการลงทุน 50.2 % กว่างตง 35.1 % และมาเก๊า 14.7 %
“สะพานดังกล่าวจะมีอายุการใช้งานประมาณ 50 ปี และภายใน 36 ปีสะพานแห่งนี้จะเอื้อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับทุกฝ่าย” หวง หัวหัว ผู้ว่าการมณฑลกว่างตงกล่าว อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ออกมาชี้แจงผลกระทบต่อโครงการก่อสร้างดังกล่าวว่า จะก่อให้เกิดอันตรายต่อโลมาที่อาศัยอยู่ในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง(แม่น้ำไข่มุก)
ทั้งนี้ สะพานจะมีความยาวทั้งหมด 29.6 กิโลเมตร โดยจะเชื่อมระหว่างเขตเศรษฐกิจจูไห่ , เกาะมาเก๊า และโยงมายังฮ่องกง ซึ่งเส้นทางของสะพานจะมีลักษณะคล้ายกับรูปตัววาย (Y)
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 10 มีนาคม 2551
***********************************************************


หมายเลข 13 เป็นหมายเลขที่หลายคนซึ่งเชื่อในไสยศาสตร์ มองว่า เป็นหมายเลขไม่ดี และบิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ก็เสียตำแหน่งคนรวยที่สุดของโลก หลังครองตำแหน่งมา 13 ปีโดยผลจัดอันดับล่าสุดของนิตยสารฟอร์บส์ในปีนี้ระบุว่า
คนรวยที่สุดของโลกคือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนชาวอเมริกัน ผู้เป็นเพื่อนที่ดีและเป็นนักธุรกิจผู้ใจบุญเช่นเดียวกับเกตส์ บัฟเฟตส์มีสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 10,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 62,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ (เพิ่มขึ้น 320,000 ล้านบาท เป็นประมาณ 2 ล้านล้านบาท)
อันดับสองคือ เจ้าพ่อเทเลคอมชาวเม็กซิกัน คาร์ลอส สลิม เฮลู ผู้มีสินทรัพย์เพิ่มเป็นเท่าตัวภายในเวลาเพียง 2 ปี เป็น 60,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท)
ส่วนเกตส์ตกลงมาอยู่อันดับสาม ด้วยสินทรัพย์รวม 58,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้น 2,000 ล้านดอลลาร์ ( 64,000 ล้านบาท) จากปีที่แล้ว
การจัดอันดับคนรวยสุดของโลกในปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ 22 นับเป็นการเปิดศักราชใหม่ เพราะนอกจากเกตส์จะไม่ได้ครองอันดับ 1 แล้ว ยังเป็นปีแรกที่จำนวนอภิมหาเศรษฐีซึ่งหมายถึงผู้มีเงินเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์( 32,000 ล้านบาท) ขึ้นไป ทะลุเลข 4 หลัก เพราะมีจำนวนรวม 1,125 คนแล้ว เป็นชาวอเมริกันมากสุดคือร้อยละ 42 อันดับ 2 คือรัสเซีย ซึ่งเพียง 16 ปีหลังการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต มีอภิมหาเศรษฐี 87 คน โค่นอันดับสองเดิมคือเยอรมนีผู้ครองตำแหน่งมานาน 6 ปี และล่าสุดมีอภิมหาเศรษฐี 59 คน
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 6 มีนาคม 2551
**********************************************************

๓.๑๓.๒๕๕๑

ความรักคุณขาดวิตามินหรือเปล่า

ความรักก็เหมือนชีวิตคนเราแนะครับ ที่ต้องการสิ่งที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและ เสริมสร้างความสมบูรณ์ให้มีความสุขสดชื่น กระปี้กระเปร่า และเจ้าวิตามิน (Vitamin สำเนียงอเมริกันจะเรียกว่า ไวตามิน) นี่แหละครับที่ช่วยเติมช่องว่างที่ขาดหายนั้น เราลองมาดูกันนะครับว่าวิตามินที่ว่ามีอะไรบ้าง .. วิตามิน เอ - เน้นสายตาดวงตาเป็นกระจกส่องความรักในหัวใจที่เต็มเปี่ยม วิตามิน บี1 - ช่วยให้ความรักกระฉับกระเฉง ปราดเปรียว ตื่นเต้นเร้าใจ .. วิตามิน บี2 - ช่วยดูดพลังสนับสนุนจากสิ่งแวดล้อม ทำให้รักมีกำลังวังชา เติบโตและแข็งแรงครับ วิตามิน บี6 - ทำให้ปฏิกิริยาและกระบวนความรักทำงานอย่างถูกต้อง ทำความรักให้สมบูรณ์แบบ วิตามิน บี12 - เติมรักให้ตื่นตัว ว่องไว และมีชีวิตชีวาครับ วิตามิน ซี - ทำให้ความรักมีสุขภาพที่ดี ช่วยเสาะหาสิ่งเพิ่มพลังความใกล้ชิด และเยียวยาแผลรัก นอกจากนั้นมันยังสร้างระบบภูมิคุ้มกัน วิตามิน ดี - แคร์ในรัก ยังห่วงใยกังวล คิดถึง .. แค่คิดก็รู้สึกวาบหวิวแล้วละครับ วิตามิน อี - เป็นเกราะป้องกันความรักไม่ให้เสียหาย ก็ใช้ความห่วงใย ดูแลเอาใจใส่ในรักนะครับ วิตามิน เค - ทำให้ความรักมีพันธะทางเคมีและกายภาพที่แข็งแกร่ง เพิ่มความชิดใกล้ ให้ใจสองดวงติดกันอย่างแน่นแฟ้น วิตามินรวม - ก็เป็นการเติมส่วนผสมต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อความรัก ที่พอเหมาะ ได้รสชาติดี ๆ ครับ ลองดูนะครับว่าชีวิตรักคุณ ขาดหายวิตามินชนิดไหนมากที่สุด ก็หาวิตามินชนิดนั้นมาแก้ไขนะครับ .. ทำให้ชีวิตรักมีสุขสมปรารถนา และมีสุขภาพที่ดีจ้า...

สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "ความรัก"

แปลกใจไหมค่ะ ที่ทำไม ความรักถึงได้เป็น "สิ่งมีชีวิต" เพราะสำหรับฉันแล้ว ความรักเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวได้ เจริญเติบโตได้--- แต่อาจจะต่างไปจากร่างกายของเรา ที่ยิ่งแก่ ก็ยิ่งเสื่อม แต่ความรัก ยิ่งนานวัน ก็ยิ่งกลายเป็นความผูกพัน พันผูกจนเรารู้สึกว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราค่ะความรัก นี่ถ้าจะพูดไปแล้วถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างนึงก็ว่าได้นะ เพราะบางครั้งเราก็แทบจะสังเกตไม่ได้เลยว่า มันเกิดขึ้นมาได้ยังไง และเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ --- แต่ดูเหมือนเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว ดูมัน"ยิ่งใหญ่ อลังการ" อย่างมาก --- สำหรับคนที่มีความรัก โดยเฉพาะในวัยหนุ่มสาวเริ่มรัก --- ความรู้สึกที่มีความสุข ที่เค้าชอบเปรียบกันว่า "น้ำผึ้ง" นี่อะนะ มันฉาบอยู่ในความรู้สึก เพราะถึงคุณจะพูดว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์" -- ไม่เห็นอยากมีความรักเลย ต้องมานั่งแคร์ นั่งเฝ้ารอ ไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง ไม่อิสระ ต้องมานั่งทะเลาะกัน ---โอ๊ย ข้อเสียเป็นร้อยข้อ (นิตยสารที่แปลมาจากฝรั่งบางเล่ม แอบเขียนข้อเสียของความรักเป็นร้อยข้อ)
แต่คุณรู้มั้ย คำคำเดียวสั้น ๆ ที่ทำให้คุณแคร์ คุณนั่งเฝ้ารอ คุณเป็นห่วงเป็นใย คุณไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะคุณก็รู้อยู่ว่า เบื้องหลังของอาการทุกอย่างคือ "ความสุขใจ" -- เป็นความสุข แบบโลกส่วนตัว --ที่ใครมาขโมยความสุขอันนี้ของคุณไปไม่ได้คุณรู้มั้ย "ความสุขใจ" ที่ได้รัก นี่เป็นความละเอียดอ่อนของจิตใจจริง ๆ ก็เพราะมันเป็นความละเอียดอ่อนนี่แหละ มันถึงต้องใช้ความอ่อนไหวของใจคุณสัมผัส ----ถ้าใครคนนึงแค่ "ต้องการมีแฟน" ไว้เพื่อ "แก้เหงา" "ฆ่าเวลา" "ตามกระแส" หรือ "ไว้อวดเพื่อน" คุณยังไปไม่ถึงสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "ความรัก" หรอกค่ะ --- เพราะสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "ความรัก" จะเกิดก็เพราะ "รัก" พูดง่าย ๆ "รัก เพราะ รัก" ไม่ใช่ "รักเพื่อหวังผลอื่นหรอกค่ะ"
โลกส่วนตัวที่ระบายท้องฟ้าด้วยสีชมพู กำลังจะเริ่มต้นแล้วค่ะเมื่อมีอะไรสักอย่างหนึ่ง (ก็คงเป็นความสวย ความน่ารัก ความมีเสน่ห์ของคุณ-- ซึ่งอันนี้เป็นความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคนที่ลอกเลียนกันไม่ได้นะคะ ขอเตือน)ไปเข้าตาของหนุ่มน้อยคนนึง (ถึงหนุ่มน้อย แต่ตัวอาจใหญ่ได้) คุณเอ๊ย ถ้าเค้าไม่ใช่คนขี้กลัว (ภาษาวัยรุ่นเค้าเรียกว่า "ขี้ป๊อด") อีกไม่นานเกินรอ เค้าจะต้องหาทางเข้ามาหาคุณ ยิ่งเป็นวัยรุ่นด้วยแล้ว (และถ้าคุณมีเสน่ห์ ชนิดหนุ่มน้อยคนนั้นคลั่ง) อาจจะเร็วชนิดคุณต้องร้องเพลง "ขอเวลาตั้งตัว" เลยทีเดียวความรักของหนุ่มน้อยคนนั้นเกิดขึ้นแล้วค่ะ เค้าเริ่มระบายโลกส่วนตัวของเค้าด้วยสีชมพู ในโลกของเค้ามีเค้า (ซึ่งตัวเค้าเองมักจะคิดว่า เค้าหล่อ--- อันนี้คือ เค้าต้องเข้าข้างตัวเองไว้ก่อน---แหม ก็อันนี้โลกส่วนตัวของผมนี่ครับ คนอื่นไม่เกี่ยว) แล้วก็มีคุณ (ที่เค้ามองเป็น "นางฟ้า"ของเค้า) คุณต้องจำไว้ว่าเค้าต้องมองเห็น "เสน่ห์" อะไรสักอย่างหรือหลายอย่างในตัวคุณ เป็นต้นว่า- - - คุณสวย สวยจนเค้าไม่อยากละสายตา (เน่าไหมเนี่ย --แต่ถึงเน่า แต่แหม! มันก็มีความจริงแฝงนะจ๊ะ)- - - คุณน่ารัก ยิ้มเก่ง มองโลกแง่ดี- - - คุณดูน่ารัก ถึงจะหยิ่ง แต่ก็ท้าทาย- - - คุณดูเด๋อด๋า แต่ธรรมชาติเป็นที่สุด- - - คุณขี้อาย แต่เวลาขี้อายหรือเขิน นี่อะนะ อย่าให้พูด ภาษาวัยรุ่นเรียกกันว่า "น่ารักโคตร"- - - คุณดูเรียบมาก แต่เวลาพูดทุกครั้ง คุณดูอบอุ่น ดูน่าใกล้ชิด น่าหลงใหล- - - คุณดูเท่ มีมาดผู้นำ อย่างนี้ท้าทาย (หนุ่มน้อยคนนั้นคงคิด "ให้มันรู้ว่าต่อไป ใครจะนำใคร---ใครกันแน่ ที่แน่กว่า)- - - คุณดูน่าทะนุถนอม แววตาคุณดูสดใส เสียจริงขอยกตัวอย่างแค่นี้ก่อนนะ เพราะถ้าขืนมากกว่านี้ อาจจะตรงกับบางคน จนต้องร้องว่า "พับผ่าซิ ทำไมเอาเรื่องของฉันไปเขียนได้หมด หรือว่าแอบจ้างสายลับสอดแนมเรื่องของฉัน)
ถึงตอนนี้ คุณเป็นผู้กำ "ไพ่" ที่เหนือกว่าหนุ่มน้อยคนนั้นนะคะ เพราะเชื่อเหลือเกินว่าเค้าจะต้องพยายามเข้ามาหาคุณ ทีละนิดละนิด เพื่อประชิดตัวคุณ จนคุณยากที่จะหนีหนุ่มน้อยคนนี้ไปได้เค้าจะเริ่มสนใจเรื่องของคุณ เค้าจะแอบไปถามเรื่องของคุณจากคนใกล้ชิด เช่น เพื่อนของคุณ (แต่ถ้าเค้า "ไม่ฉลาด" แบบไม่น่าเชื่อ อาจจะไปถามจาก "พ่อของคุณ" แต่พระเจ้า--ถ้าทำอย่างงั้นนะ แทบไม่ต้องถามเลยว่า "อ่อนต่อโลก" ขนาดไหน -- เอ๊ะ หรือว่า เค้ามี "มุข"ใหม่ที่เราคาดไม่ถึง "เข้าทางพ่อ" ช่างเป็นวิธีการที่เหลือเชื่อเกินกว่า "วัยรุ่น" จะทำได้") อีกสักพักเถอะคุณเอ๋ย คราวนี้เค้าก็ต้องหาทางที่จะใกล้ชิดกับคุณ วิธีเริ่มต้นที่ฮิตที่สุดคือขอเบอร์--เพื่อคุยโทรศัพท์กันคุณรู้มั้ยความสุขจากได้การได้เบอร์มานี่ขนาดไหน พระเจ้า ! OH MY GOD แล้วยิ่งตอนคุยกันครั้งแรก สมองแทบหยุดทำงาน ---จริงหรือนี่ ผมได้คุยกะเธอแล้ว (คืนนี้ ผมจะนอนฝันหวานทั้งคืน)หลังจากที่สร้างความคุ้นเคยกันแล้ว หนุ่มน้อยคนนั้นก็เริ่มรู้ว่า "ความหวังบังเกิด" --ก็เพราะเจ้าหล่อนรับสายเค้า คุยกับเค้าเค้าเริ่มเรียนรู้แล้วว่า หนึ่งในความสุขในชีวิตของเค้าคือการได้มีใครคนนึงที่เค้ารักและห่วงใยตอนนี้เองที่ตัวคุณ อาจจะเริ่ม ๆ มีโลกสีชมพูแล้ว (อย่าบอกนะ --- "ชั้นชมพูมาตั้งแต่เค้ามาขอเบอร์แล้ว ---เพราะบังเอิ๊น ให้ตายซิ ชอบเค้ามานาน แต่ไม่กล้าบอก--เพราะดิฉันยึดหลักของ "ดา โอเกะ" --อยากเกิดเป็นผู้ชาย--จะบอกรักใครก็ได้---ที่เหลือหาฟังจากเพลงน้องดาได้ตามสบายนะจ๊ะ)ถ้าคุณกับเค้าคิดตรงกัน โลกทั้งใบให้นายสองคน คุณกับเค้ามีโลกชมพูใบเดียวกันแล้วหล่ะค่ะ คราวนี้คุณกับเค้าคงต้องสานสัมพันธ์กันต่อ แต่ดูเหมือนมีสิ่งนึงที่ผู้หญิงแทบทุกคนวิตกกันเหลือเกิน"แล้วที่เค้าดีกับเรานี่ เค้ารักหรือเปล่านะ เพราะเห็นเค้าดีกับเรามาตลอด แต่ทำไมนะ ทำไม ไม่เคยบอกรักเราเลย"คุณรู้มั้ย ไม่ใช่มีแต่คุณที่เจอปัญหานี้ ผู้หญิงหลาย ๆ คนก็เจอปัญหานี้ เพราะไปเจอผู้ชาย (ซึ่งจำนวนมหาศาลมาก) มักจะชอบ"บอกรัก" ด้วยการ "กระทำ" เช่น แคร์ ห่วงใย ไปหาคุณ โทรหาคุณ - - - - -แต่ไม่เคยบอกด้วยคำพูดว่า "รัก"นี่แหละปัญหาที่ทำให้ผู้หญิงหลายคน มีคำถาม "ทำไม คำเดียวพูดไม่ได้เหรอ"คำคำเดียว "ใช่" แต่คุณรู้มั้ย ถึงจะเป็นคำคำเดียว แต่สำหรับบางคน ถ้าพูดออกมาแบบไม่คิดอะนะ "ง่ายมาก" แค่ออกเสียงธรรมดา "รัก" ก็เรียบร้อยแล้วแต่ถ้าให้พูดจากส่วนลึกของใจ ที่หลายคน(โดยเฉพาะกับคนขี้อาย หรือคนที่รู้สึกว่าคำนี้มี"ค่า"มากเหลือเกิน) ซ่อนเอาไว้ -----มัน"เขิน" นะ มัน"แปลก ๆ"ไงก็ไม่รู้ที่จะให้พูด ทั้งที่จริง ๆ คิดและรู้ตลอดเวลา แต่ยังไง คุณผู้หญิง ฉันแนะนำว่ายังไง เราก็ต้องเคลียร์กับเค้าว่าคิดตรงกันอะเปล่านะ ไม่ใช่เราคิดว่า "แหม เค้ารักเราเหลือเกิน หลงเราสุดสุด" ----ปรากฏมาพบตอนหลังว่า "ปัดโธ่ เห็นเราเป็นแค่เพื่อน เกิร์ลเฟนด์ (เศร้าเลยหว่ะ ฝันสลายกลางใจวัยรุ่น)"
ถ้าแน่ใจว่าเค้ากับเราคิดตรงกัน คราวนี้ทั้งสองฝ่ายก็จะต้องช่วยกันสร้างโลกสีชมพูให้เจริญงอกงามต่อไป ---แต่ อย่านึกว่าง่ายนะ
ก็เรากับเค้านี่ จะบ้าตาย ทะเลาะกันแบบคนสามวันดีสี่วันไข้คุณเองก็ขี้งอนเหลือเกิน (อันนี้รวมพลคนขี้งอนทุกประเภท ทั้งขี้งอนแบบแสดงออกโจ่งแจ้ง กับขี้งอนแต่ฟอร์มว่า "เปล่านี่ ฉันไม่เห็นเป็นไรเลย"แต่ใจอย่างงี้สั่นทุกครั่งที่พูดว่า "เปล่า")ส่วนเค้าก็ช่างไม่เข้าใจอะไรเราเลย เป็นต้นว่า--- บ้าเกมส์อยู่ได้ (น่าจะ "บ้าเรา" มากกว่า)---ติดเพื่อนเหลือเกิน (เธอจะเป็นแฟนกะใครกันแน่ "ฉัน" หรือ"เพื่อนของเธอ"---ไม่เห็นหึงบ้างเลย อุตส่าห์ยั่วให้หึงแล้วนะ (ตายด้านจริงจริง)---ชอบชมผู้หญิงอื่น (แล้วฉันหล่ะ --ไม่แพ้คนอื่นนะ--หึ่ม)---นัดไม่เป็นนัด (ฉันอุตส่าห์บอกเพื่อนว่าไม่ว่าง เพื่อรอเธอ แต่เธอกลับบอกว่ามาไม่ได้)---ทำไมเมื่อคืน ไม่โทรมา ไปไหน ไม่โทรมารายงานตัวตั้ง 1 คืน (เป็นคนอื่นฉันหลับไปแล้ว นี่เป็นเธอ ฉันอุตส่าห์นั่งรอโทรศัพท์ แต่เธอนะเธอ)---หัดพกรูปฉันติดกระเป๋าตังค์บ้าง (นี่อา--ร้าย มีแต่รูปตัวเองกับเพื่อน ๆ แล้วก็บทสวดมนต์)---ทำไมไม่ส่ง sms หวาน ๆ มาบ้าง (ที่ฉันบอกว่า "เน่า" ฉันแกล้งพูดเพราะ"เขิน" แต่ความจริงฉันรู้ใจตัวเองว่า "ชอบเน่า ๆ" ---แต่ อ๊ะ อ๊ะ ต้องเฉพาะจาก"เธอ" only you ---จะมาตามฉันทำม่าย ขอเวลาอยู่กะเพื่อนบ้างซิ (แต่เวลาฉันอยู่กะเพื่อน ---จำไว้ "ต้องคิดถึงฉันมากมาก" แต่อย่าตาม ฉันอยากสนุกแบบมีคนคิดถึง)แค่เรื่องที่เขียนมานี่ คุณกะเค้าก็ทะเลาะกันได้ไม่มีวันจบวันสิ้นแล้วคุณอาจทะเลาะกันถึงกับใช้คำรุนแรง แล้วก็มีน้ำตาเค้าก็เช่นกันแต่คุณเห็นมั้ยว่าเค้ายังง้อคุณอยู่ ยังเห็นคุณเป็นคนสำคัญ ไม่ใส่ใจกับอารมณ์โกรธ อารมณ์งอนที่รุนแรงของคุณ รู้มั้ยค่ะว่า "ทำไม"คำเดียวเลยค่ะ-------- คุณทายถูก-------- "รัก" ค่ะ เค้ารู้ดีว่าถึงยังไงก็ตาม ถึงคุณจะเป็นยังไง เค้าก็รัก แล้วก็มีความสุขที่จะได้"รัก"กับคุณสิ่งนึงที่ฉันหวังว่าคุณจะได้เรียนรู้ ก่อนที่คุณอาจเสียคนที่เค้า "รัก" คุณจาก"ใจ" ไป เหมือนที่หลายคนสูญเสียคนที่รักไป โดยไม่รู้ตัว กว่าจะมาคิดได้ เราก็สูญเสียเค้าไปแล้วทำไมฉันถึงพูดอย่างงี้ค่ะ ฉันเคยมองเห็นคนรอบข้าง ที่เค้ามี"หน้าที่" ที่ต้องปฏิบัติต่อกัน เช่น "ไปตามง้อตามหน้าที่ของแฟน""ไปรับไปส่งตามหน้าที่ที่แฟนต้องทำ"--- ฉันว่าสิ่งเหล่านั้นมันเป็น "หน้าที่" ไม่ใช่สิ่งที่ทำออกมาจาก"ใจ" --- สิ่งที่เราทำเพราะ"หน้าที่" กับ ทำเพราะ "ใจ" มันแตกต่างกันนะคุณคุณคงไม่อยากได้ใครคนนี้มาปฏิบัติหน้าที่อย่าง"ไร้หัวใจ"ให้คุณใช่มั้ยค่ะก่อนที่คุณจะเสียใครคนนึงไป คุณลองให้ "การทะเลาะ" และ "ความไม่เข้าใจกัน" เปลี่ยนมาเป็น "การปรับตัวเข้าหากัน" ซิคะคุณอาจจะมีโลกสีชมพูกับเค้าต่อไปอีกนานแสนนาน เพียงแค่คุณ "มั่นใจ" และ "เข้าใจ" คนที่คุณรักคุณลองเปิดอกคุยกัน ถึงเรื่องที่คุณมีปัญหา คุณคิดมาก ---คนที่เค้ารักคุณจริง ๆ เค้าต้องรับฟัง ห่วงใยคุณ และหาทางแก้ปัญหา อย่างน้อยก็โดยการอธิบายให้คุณฟังว่า "เค้ามีเหตุผลอะไรที่ทำอย่างงั้น"คุณลองชั่งใจดูว่า คุณรักเค้าพอจะปรับตัวหรือให้ความเข้าใจเค้าบ้างได้ไหม ถ้ามันไม่เหนือบ่ากว่าแรงของคุณวาเลนไทน์ปีนี้ นอกจากดอกกุหลาบหรือของขวัญที่คุณซื้อให้กันแล้ว --- ยังมีของขวัญชิ้นนึงที่คุณให้กับคนที่คุณรักได้ คือ การให้อภัยคนที่คุณรัก อภัยที่เค้าไม่อาจเป็นไปตามสิ่งที่คุณคาดหวังได้ทั้งหมด เพียงแค่ขอให้เค้าได้แสดงความแคร์ หรือ ความ"พยายาม" ที่จะเปลี่ยนแปลง "ตัวเขาเอง" เพื่อคุณแล้ว ---- คุณว่า "แค่นี้"เพียงพอจะแสดงความรักที่เค้ามีต่อคุณได้หรือยังค่ะและเมื่อคุณสองคนไปไกลกว่านี้ เค้าและคุณแก่ตัวกันไปทั้งคู่ (แก่แดด คิดอะไรเกินไป--- แต่ขอคิดหน่อยนะ สุขใจที่ได้คิด) คุณก็จะรู้สึกถึงสิ่งที่คุณได้ "ร่วมสร้างและประคับประคอง" กันมาด้วยตัวคุณสองคนเอง สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "ความรัก"--ไงหล่ะคะถึงตอนนั้นคุณจะรู้ว่า ความรักมีชีวิตจริง ๆ มันเกิด และเติบโต กลายเป็นผูกพันในจิตใจที่ละเอียดอ่อนของคุณ คุณมีใครสักคนที่คุณรู้สึกมีความสุขที่ได้ผูกพันกับคนคนนั้นด้วยความ "รัก" "ผูกพัน" "มั่นใจ" และ"เข้าใจ"
วาเลนไทน์นี้ ขอให้เป็นวาเลนไทน์ที่ดีที่สุดปีหนึ่งในชีวิตของคุณนะคะ

๒.๑๘.๒๕๕๑

กำเนิดประเทศใหม่

คาบสมุทรบอลข่านตั้งอยู่ระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลดำ อยู่ในภูมิภาคยุโรปอาคเนย์ เป็นดินแดนประเภททางเสือผ่าน

กล่าวคือ เป็นช่องทางคมนาคมที่สะดวกที่สุดในการติดต่อกันระหว่างทวีปเอเชียและทวีปยุโรป ซึ่งการค้าขายและสงครามต้องผ่านไปมาในบริเวณคาบสมุทรบอลข่านอยู่เป็นนิตย์

ดังนั้น ผู้ใดที่สามารถครอบครองดินแดนส่วนนี้ได้ก็จะสามารถควบคุมการค้าพาณิชย์ระหว่างยูเรเชีย (ยุโรป+เอเชีย) ได้โดยสมบูรณ์ ซึ่งจักรวรรดิโรมันที่มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงโรมในคาบสมุทรอิตาลีถึงกับต้องย้ายเมืองหลวงมาตั้งที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลเพื่อควบคุมเส้นทางการค้าที่สำคัญนี้ไว้

ซึ่งก็หมายความว่ารายได้จากการเก็บภาษีการค้าที่ผ่านไปมานั้นได้สร้างความมั่งคั่งแก่จักรวรรดิโรมันและช่วยยืดอายุให้กับจักรวรรดิโรมันออกไปอีกพันกว่าปีภายหลังที่จักรวรรดิโรมันทางตะวันตกอันมีกรุงโรมเป็นเมืองหลวงเดิมนั้นล่มสลายไปแล้ว

ในที่สุดจักรวรรดิโรมันตะวันออกก็ถูกพวกเติร์กยึดครองได้ใน พ.ศ.1996 (ตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา) อีทีนี้ก็เลยเกิดการผสมปนเปกันครั้งใหญ่ของประชากรในภูมิภาคนี้ซึ่งมีความแตกต่างกันระหว่างเชื้อชาติ ภาษา และศาสนา แต่อาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกันซึ่งก็เรื่องปกติเหมือนกับมหานครใหญ่ๆ ในโลกปัจจุบัน ซึ่งก็มักจะเจริญรุ่งเรืองเนื่องจากความหลากหลายทางวัฒนธรรมนั้นเป็นเสน่ห์และจุดขายที่สำคัญทางเศรษฐกิจและนันทนาการ

แต่หากเกิดมีผู้ที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์จากการแตกแยกถ้าหากไม่มีใครมายุแหย่ให้เข้าใจผิดจนเกลียดชังกันเองแล้วก็จะทำได้ง่ายและสงครามกลางเมืองก็ติดตามมาง่ายๆ เช่นกัน ดังตัวอย่างของเลบานอนและอิรักในปัจจุบัน

ในความสมุทรบอลข่านนั้นมีศาสนาหลักอยู่ 3 ศาสนา คือ ยูดาห์ (ยิว) คริสต์ และอิสลาม ซึ่งความจริงแล้วก็นับถือพระเจ้าองค์เดียวกัน ใช้พระคัมภีร์เดียวกันสืบเนื่องกันมา มีความคล้ายคลึงกันมากกว่าความแตกต่างกัน แต่มีความเชื่อหลักที่แตกต่างกัน

อาทิ พวกยิวไม่ยอมรับว่าพระเยซูเป็นบุตรของพระเจ้า ส่วนทางพวกคริสต์ก็ไม่พอใจพวกยิวที่ไม่ยอมรับพระเยซู ในขณะที่พวกคริสต์ก็ไม่ยอมรับศาสดามะหะหมัดว่าเป็นศาสดาพยากรณ์ ทั้งๆ ที่ทางอิสลามยอมรับพระเยซูว่าเป็นศาสดาพยากรณ์องค์ก่อนหน้าพระมะหะหมัด แต่ทางอิสลามไม่ยอมรับว่าพระเยซูเป็นโอรสของพระผู้เป็นเจ้า

ดังนั้น การย้ำเน้นความแตกต่างกันในความเชื่อหลักนี่เองที่ทำให้มีผู้แสวงหาผลประโยชน์จากการแตกแยกนั้นใช้เป็นเครื่องมือในการยุแหย่ให้เกิดการทะเลาะวิวาทจนเป็นการปะทะกันลุกลามเป็นสงครามอยู่เสมอ

ในคาบสมุทรบอลข่านจึงมีเรื่องวุ่นวายมีสงครามติดต่อกันแบบมาราธอนเรื่อยเหมือนกับภูมิภาคตะวันออกกลางในปัจจุบันโดยที่ในคาบสมุทรบอลข่านก็ยังคงวุ่นวายเคียงคู่กับภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งๆ ที่เริ่มมาก่อนนับร้อยปี

ท่านผู้อ่านหลายท่านยังคงจำประเทศยูโกสลาเวียได้นะ

ประเทศที่ถูกสถาปนาขึ้นใน พ.ศ.2472 ซึ่งชื่อ "ยูโกสลาเวีย" นี้แปลว่าดินแดนของชาวสลาฟใต้ (ชาวสลาฟเป็นเชื้อชาติดั้งเดิมในยุโรปตะวันออก แบ่งกันคร่าวๆ ได้ว่าคนรัสเซียคือสลาฟตะวันออก ส่วนโปแลนด์, เช็ค และสโลวัคเป็นสลาฟตะวันตก และพวกเซอร์เบีย, มอนเตนิโกร, โครแอส, บอสเสีย และสโวเวียน เป็นสลาฟใต้ ซึ่งรัสเซียจะถือตัวเองว่าเป็นพี่ใหญ่ของชาวสลาฟทั้งปวง คล้ายๆ กับคนไทยกับคนลาวนั่นแหละ

ความยุ่งยากของประเทศยูโกสลาเวียทั้งๆ ที่พยายามรวมเอาแต่คนสลาฟใต้เข้าด้วยกันนั้นก็คือคนสลาฟใต้นั้นนับถือศาสนาต่างกัน กล่าวคือพวกเซอร์เบียและมอนเตรนิโกรนั้นเป็นพวกคริสเตียนออธอดอกซ์ ส่วนพวกโครแอสและสโลเวียนเป็นคริสตังคาทอลิคซึ่งไม่ถูกกันมากๆ เนื่องจากประมุขของศาสนาเดียวกันแต่คนละนิกายนี้ประกาศคว่ำบาตร (excommunicate) ซึ่งกันและกันหลายครั้ง สำหรับพวกบอสเนียนั้นเป็นมุสลิม

ในคาบสมุทรบอลข่านนั้นมีพวกอัลเบเนียนที่ไม่ใช่สลาฟอยู่มาก พวกอัลเบเนียนนี้นับถือศาสนาอิสลามและมีประเทศเป็นของตนเองอยู่ทางใต้ของยูโกสลาเวีย แต่ก็มีคนอัลเบเนียนจำนวนมากอาศัยอยู่ในมณฑลโคโซโวในเซอร์เบียจนกลายเป็นคนหมู่มากของดินแดนโคโซโวไป

ครั้นประเทศสหภาพโซเวียตล่มสลายไปเกิดเป็นประเทศใหม่ขึ้นมาถึง 15 ประเทศเมื่อ พ.ศ.2534 ซึ่งได้เกิดมีลัทธิเอาอย่างในยูโกสลาเวียทำให้บรรดาดินแดนต่างๆ ประกาศแยกตัวเป็นเอกราชตามๆ กันไปจนเกิดเป็นประเทศสโลวีเนีย, โครเอเชีย, มาซิโดเนีย และบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา

ซึ่งเซอร์เบียที่ตั้งตัวเป็นพี่เบิ้มก็ได้พยายามใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามการแยกตัวออกเป็นเอกราชของประเทศดังกล่าวแต่ก็ไม่สำเร็จ

ซึ่งความโหดเหี้ยมของชาวเซอร์เบียโดยเฉพาะในยุทธภูมิบอสเนียนั้นได้เกิดอาชญากรสงครามขึ้นเป็นจำนวนมากจนต้องมีการจัดตั้งศาลอาญากรระหว่างประเทศ (InternationalCriminal Tribunal) เพื่อพิจารณาโทษพวกอาชญากรสงครามเหล่านี้

และสงครามในบอสเนียสงบลงด้วยการแทรกแซงจากองค์การนาโตที่ส่งเครื่องบินไปถล่มที่มั่นของพวกเซอร์เบียเป็นระยะๆ จนทางบอสเสียสามารถขับไล่ทหารชาวเซอร์เบียไปได้แต่ก็ยังมีชาวพื้นเมืองเซอร์เบียยังคงยึดครองพื้นที่ 49% ของบอสเนียอยู่แต่ก็ได้ตกลงเข้ารวมกันเป็นประเทศบอสเนียด้วยการไกล่เกลี่ยของสหรัฐอเมริกาเมื่อ พ.ศ.2540

ในที่สุดประเทศยูโกสลาเวียดั้งเดิมก็เหลือเพียงดินแดนที่เป็นส่วนของแคว้นเซอร์เบียและแคว้นมอนเตนิโกรเท่านั้น

แต่ก็ไม่เพียงเท่านั้น มณฑลโคโซโวซึ่งเป็นดินแดนในแคว้นเซอร์เบียซึ่งมีชาวมุสลิมอัลเบเนีย (ไม่ใช่ชาวสลาฟ) เป็นประชากรส่วนใหญ่ก็ต้องการแยกตัวเป็นเอกราชบ้างซึ่งทางการเซอร์เบียได้ทำการปราบปรามอย่างไร้มนุษยธรรมแบบว่าได้เปิดศักราชฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เลยทีเดียว

ทำให้สหรัฐอเมริกาและองค์การนาโตเข้าแทรกแซงคราวนี้ถึงกับส่งทหารภาคพื้นดินเข้าไปขับไล่ทหารเซอร์เบียออกไปเลยทีเดียวและมณฑลโคโซโวได้เปลี่ยนสถานภาพเป็นรัฐในอารักขาขององค์การสหประชาชาติใน พ.ศ.2542

ในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2550 ที่ผ่านมา เหล่าทหารนานาชาติก็จะเริ่มถอนทหารออกจากโคโซโซและโคโซโวคงประกาศตนเป็นเอกราชหลังจากนั้น ซึ่งจะได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากเซอร์เบียและรัสเซีย

ตกลงประเทศยูโกสลาเวียก็ถูกแยกเป็น 7 ประเทศแล้ว คือ เซอร์เบีย (สืบสิทธิของประเทศยูโกสลาเวีย), สโลวีเนีย (พ.ศ.2534)

โครเอเชีย (พ.ศ.2534)

มาซิโดเนีย (พ.ศ.2534)

บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา (พ.ศ.2534), มอนเตนิโกร (2549)

และโคโซโว ( กุมภาพันธ์ 2551 )